QR-Code
สแกนคิวอาร์โค๊ดด้านบนหรือ
คลิ๊กปุ่มด้านล่างได้เลยค่ะ
เพิ่มเพื่อน
ปิด
บทความ
รายการบทความล่าสุด คลิ๊กที่นี่ หากต้องการดูทั้งหมด
phonics คือ

Phonics คืออะไร อธิบายง่ายๆ สำหรับพ่อแม่

สวัสดีค่ะ กุ้งเองนะคะ

ช่วงนี้คำว่า phonics (โฟนิกส์) ได้ยินบ่อยมาก ทั้งจากโรงเรียน คอร์สเรียน และในกลุ่มคุณแม่ หลายคนพอรู้ว่ามันเกี่ยวกับการออกเสียง แต่ยังไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วคืออะไร หน้านี้กุ้งสรุปไว้ให้แบบอ่านจบได้ในไม่กี่นาทีค่ะ

Phonics คืออะไร

Phonics คือวิธีสอนอ่านภาษาอังกฤษ โดยจับคู่ "เสียง" เข้ากับ "ตัวอักษร" ให้เด็กรู้ว่าตัวอักษรแต่ละตัว หรือตัวอักษรที่มาเป็นกลุ่ม ออกเสียงว่าอะไร แล้วเอาเสียงเหล่านั้นมาผสมกันเป็นคำ

ถ้าเทียบกับภาษาไทย ก็คล้ายตอนที่เราเรียนสะกดคำ ก + า = กา นั่นแหละค่ะ เด็กที่เรียน phonics จะอ่านคำว่า cat ได้จากการรู้เสียงของ c, a, t แล้วผสมออกมาเป็น cat โดยไม่ต้องจำหน้าตาของคำทั้งคำ

Phonics แปลว่าอะไร อ่านว่าอะไร

คำว่า phonics มาจากรากศัพท์ภาษากรีกที่แปลว่า "เสียง" คนไทยนิยมเขียนว่า "โฟนิกส์" ส่วนเสียงจริงจะใกล้ "ฟอ-นิกส์" ในสำเนียงอังกฤษ หรือ "ฟา-นิกส์" ในสำเนียงอเมริกันค่ะ

ทำไมภาษาอังกฤษต้องมี phonics

เพราะ ชื่อตัวอักษร กับ เสียงของตัวอักษร ไม่เหมือนกัน ค่ะ ตอนท่อง A B C เราท่องชื่อ "เอ บี ซี" แต่พอตัวอักษรไปอยู่ในคำ มันออกเสียงอีกแบบหนึ่ง

  • ตัว c มีชื่อว่า "ซี" แต่ในคำว่า cat ออกเสียงใกล้ "ค"
  • ตัว a มีชื่อว่า "เอ" แต่ในคำว่า cat ออกเสียงใกล้ "แอ" สั้นๆ
  • ตัว t มีชื่อว่า "ที" แต่ในคำว่า cat ออกเสียงใกล้ "ท"

phonics คือ ชื่อตัวอักษรกับเสียงตัวอักษรไม่เหมือนกัน c-a-t ผสมเสียงเป็น cat

ถ้าเด็กรู้แค่ชื่อตัวอักษร พอเจอคำว่า cat ก็จะอ่านออกมาเป็น "ซี-เอ-ที" ซึ่งไม่ใช่คำนี้เลย phonics จึงสอน เสียง ของตัวอักษร ไม่ใช่แค่ชื่อ

อีกเหตุผลคือ ภาษาอังกฤษมีตัวอักษรแค่ 26 ตัว แต่มีเสียงราว 44 เสียง (นับตามแบบที่ใช้สอน phonics กันทั่วไป) ตัวอักษรตัวเดียวจึงออกได้หลายเสียง และบางเสียงต้องใช้ตัวอักษร 2 ตัวขึ้นไปเขียน

Phonics มีอะไรบ้าง

รายละเอียดแต่ละหลักสูตรต่างกันไป แต่แทบทุกแบบมี 5 เรื่องหลักนี้ค่ะ

phonics มีอะไรบ้าง 5 เรื่องหลัก letter sounds blending segmenting digraphs tricky words

1. เสียงของตัวอักษร (letter sounds)

รู้ว่าตัวอักษรแต่ละตัวออกเสียงอะไร เช่น s ออกเสียงใกล้ "ซ" และ m ออกเสียงใกล้ "ม" ไม่ใช่ "เอส" หรือ "เอ็ม" ตามชื่อตัวอักษร

2. การผสมเสียงเป็นคำ (blending)

เอาเสียงมาต่อกันแล้วอ่านออกมาเป็นคำ เช่น s-u-n เป็น sun หรือ d-o-g เป็น dog ทักษะนี้คือหัวใจของการอ่านแบบ phonics

3. การแยกเสียงในคำ (segmenting)

กลับกันกับข้อ 2 คือได้ยินคำแล้วแยกออกเป็นเสียงย่อยๆ เพื่อเอาไปเขียนสะกด เช่น ได้ยินคำว่า pig แล้วแยกได้ว่า p-i-g

4. ตัวอักษรที่มาเป็นคู่ (digraphs)

ตัวอักษร 2 ตัวที่รวมกันแล้วออกเป็นเสียงเดียว เช่น sh ใน ship, ch ใน chip, th ใน thin, ck ใน duck, ee ใน see และ oa ใน boat

5. คำที่ไม่เป็นไปตามกฎ (tricky words)

บางคำสะกดกับออกเสียงไม่ตรงกัน ผสมเสียงตามกฎแล้วไม่ได้คำที่ถูก เช่น the, said, was, you คำกลุ่มนี้ต้องจำเป็นคำๆ ไป ถ้าลูกอ่านคำพวกนี้ไม่ได้ในช่วงแรกก็ไม่ต้องกังวลนะคะ

Phonics ไม่ใช่อะไร

  • ไม่ใช่การท่อง ABC การท่องชื่อตัวอักษรเป็นคนละเรื่องกับการรู้เสียงของตัวอักษร
  • ไม่ใช่คำอ่านภาษาไทย phonics ฝึกให้ฟังและอ่านจากเสียงภาษาอังกฤษโดยตรง การเขียนเสียงเป็นตัวไทยช่วยได้แค่ประมาณ เพราะหลายเสียงในภาษาอังกฤษไม่มีในภาษาไทย เช่น th
  • ไม่ใช่การพูด phonics เป็นทักษะการอ่าน ลูกจะอ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายขึ้นถ้าเคยได้ยินคำนั้นมาก่อน เช่น ลูกที่ได้ยินคำว่า cat บ่อยๆ พออ่าน c-a-t ออกมาได้ ก็จะรู้ทันทีว่าคือแมว
  • ไม่ได้อ่านได้ทุกคำ phonics ช่วยให้อ่านคำส่วนใหญ่ได้ แต่ยังมีคำที่ต้องจำเป็นคำๆ อยู่ (ข้อ 5 ด้านบน)

Synthetic phonics กับ analytic phonics ต่างกันยังไง

ถ้าเจอสองคำนี้ในรายละเอียดคอร์สหรือหนังสือ อธิบายสั้นๆ ได้แบบนี้ค่ะ

  • Synthetic phonics เริ่มจากเรียนเสียงทีละเสียงก่อน แล้วค่อยเอามาผสมเป็นคำ (เสียง → คำ) โรงเรียนประถมในอังกฤษใช้แนวนี้เป็นหลัก
  • Analytic phonics เริ่มจากคำทั้งคำ แล้วให้เด็กสังเกตว่าคำที่เสียงคล้ายกันมีส่วนไหนเหมือนกัน (คำ → เสียง)

พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเลือกฝั่งค่ะ แค่รู้ไว้ก็จะอ่านรายละเอียดคอร์สหรือหนังสือได้เข้าใจขึ้น

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อย

Phonics คือวิชาอะไร
ไม่ได้เป็นวิชาแยกแบบคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ค่ะ เป็นวิธีสอนการอ่านที่อยู่ในวิชาภาษาอังกฤษ บางโรงเรียนหรือบางคอร์สแยกคาบ phonics ออกมาให้ชัดเจน

พ่อแม่ต้องเก่งอังกฤษไหม ถึงจะช่วยลูกเรื่อง phonics ได้
ไม่ต้องค่ะ เสียง phonics แต่ละเสียงสั้นมาก ฟังเสียงเจ้าของภาษาแล้วพูดตามได้ และสิ่งที่ช่วยลูกได้มากไม่แพ้กันคือ ให้ลูกได้ยินภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันบ่อยๆ คำที่ลูกเคยได้ยินจะอ่านแล้วเข้าใจง่ายกว่าคำที่ไม่เคยได้ยินเลย

ให้ลูกได้ยินภาษาอังกฤษก่อน แล้ว phonics จะง่ายขึ้น

คู่มือปั้นครอบครัว 2 ภาษา และ Web App ฟังเสียงประโยคบนมือถือ

phonics ช่วยให้ลูกอ่านคำออก แต่จะอ่านแล้วเข้าใจ ลูกต้องรู้จักคำนั้นมาก่อน ทางที่ง่ายที่สุดคือพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษสั้นๆ กับลูกทุกวัน กุ้งทำ คู่มือปั้นครอบครัว 2 ภาษา ไว้สำหรับพ่อแม่ที่อยากเริ่มตรงนี้ค่ะ มีวิธีฝึกลูกพูดทีละขั้น และมี Web App ให้ค้นประโยคแล้วฟังเสียง 2 สำเนียง US/UK ได้ทันทีบนมือถือ ทุกประโยคตรวจโดยอาจารย์เจ้าของภาษา

ถ้าอ่านหน้านี้จบแล้ว ลองชี้ของรอบตัวแล้วพูดคำสั้นๆ ให้ลูกฟังวันนี้สักคำสองคำก็ได้ค่ะ เช่น cup, dog, sun คำพวกนี้แหละที่ลูกจะได้เจออีกครั้งตอนเริ่มอ่านด้วย phonics